[x] ปิดหน้าต่างนี้
KMOBECMAXSITE 1.2.1
ปฐมวัย วัยทองของการเรียนรู้
เรื่อง : คุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัยพัฒนาได้ด้วยรูปแบบการจัดประสบการณ์ DIPA The Moral Development for Early childhood by Model of experience “DIPA”


TOP HIT
ปฐมวัย วัยทองของการเรียนรู้

- การพัฒนาแบบฝึกเตรียมความพร้อมด้านการอ่านภาษาไทย สำหรับเด็กปฐมวัย [ 413 ]
- การพัฒนาหนังสือภาพประกอบเพลงคุณธรรม ชุด หนูดีมีคุณธรรม สำหรับเด็กปฐมวัย [ 407 ]
- คุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัยพัฒนาได้ด้วยรูปแบบการจัดประสบการณ์ DIPA The Moral Development for Early childhood by Model of experience “DIPA” [ 354 ]
- การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์ เพื่อพัฒนาคุณธรรม สำหรับเด็กปฐมวัย [ 344 ]
- EF คือ รากฐานอันแข็งแกร่งของการพัฒนามนุษย์(โดยเฉพาะในวัยตั้งต้น) [ 142 ]

คุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัยพัฒนาได้ด้วยรูปแบบการจัดประสบการณ์  DIPA

The Moral Development for Early childhood by Model of experience “DIPA”

อรุณลักษณ์  คำมณี 1

Arunluck  Khammanee 1

คุณธรรม  คือ  สิ่งดีงามที่จำเป็นต้องปลูกฝังให้มีในตัวบุคคล  เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อสังคมเป็นอย่างมาก  รัฐตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว  จึงวางนโยบายในการพัฒนาคุณธรรมดังปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.. 2550 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2) มาตรา 81 กำหนดว่า  รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้  คู่คุณธรรม  การจัดการศึกษาต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้คุณธรรม การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผสมผสานความรู้ด้านต่าง ๆ  อย่างได้สัดส่วนสมดุล รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม  ค่านิยมที่ดีงาม  และคุณลักษณะที่พึงประสงค์  (สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ; และเผ่าพันธุ์ชอบน้ำตาล. 2554 : 34)   และนโยบายดังกล่าวยังระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่  12 (.. 2560-2564) มีจุดมุ่งหมายพัฒนาศักยภาพ  ของคนด้านจิตใจให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพเพียบพร้อมคุณธรรม มีระเบียบวินัย  มีความซื่อสัตย์สุจริต  มีค่านิยมที่ดีงาม และจิตสำนึกรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น  ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาทักษะสมอง และทักษะทางสังคมที่เหมาะสม  และในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย  พุทธศักราช  2546 ยังได้กำหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ไว้ในมาตรฐานที่ 4 ว่าเด็กปฐมวัยต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม ซึ่งประกอบด้วย 4 ตัวบ่งชี้ คือ มีวินัยในตนเอง  และมีความรับผิดชอบ  ซื่อสัตย์สุจริต  และยอมรับความผิดพลาดของตนเองและคนอื่น  มีความเมตตากรุณาและช่วยเหลือแบ่งปัน  รู้จักประหยัด ( สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. 2548: 36 ) จากนโยบายของชาติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คุณธรรมเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งรีบดำเนินการเสริมสร้างให้มีในกลุ่มคนทุกช่วงวัย  และในการนี้จะเกิดผลเป็นอย่างดีถ้ามีการสอดแทรกคุณธรรมผ่านระบบการจัดการศึกษา

เด็กปฐมวัยเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่ายิ่งต่อการพัฒนาประเทศ  เด็กวัยนี้สามารถที่จะพัฒนาระดับคุณธรรม จริยธรรม รู้ คิด และเลียนแบบสิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติในทางที่ดีได้ เนื่องจากเด็กในวัยนี้เป็นวัยของการวางรากฐานด้านบุคลิกภาพ  และเป็นวัยที่พัฒนาการทุกด้านเป็นไปอย่างรวดเร็วทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา นอกจากนี้ เด็กในวัยนี้ยังเป็นวัยของการเริ่มต้นพัฒนาการคิดเชิงนามธรรมอันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการปลูกฝังคุณธรรมให้เกิดขึ้นในใจ  (อดิศร จันทรสุข. 2559 : 8)                

            รูปแบบการจัดประสบการณ์ เพื่อพัฒนาคุณธรรม สำหรับเด็กปฐมวัย  โดยศึกษาแนวคิด  ทฤษฎีเกี่ยวกับคุณธรรมและทฤษฎีการเรียนรู้   เพื่อนำมาใช้ในการสังเคราะห์รูปแบบการจัดประสบการณ์คุณธรรม  คือ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของแบนดูรา  ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์และบรูเนอร์  แนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ  แนวคิดการพัฒนาด้านพุทธิพิสัยและจิตพิสัยของบลูม  กฎแห่งการฝึกหัดของธอร์นไดค์  ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้  และแนวคิดการสะท้อนคิด  สังเคราะห์เอกสาร  งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  ผลการสังเคราะห์ทำให้ได้รูปแบบมีองค์ประกอบการสอน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย ขั้นรับข้อมูล (Data : D)  ขั้นศูนย์ปฏิสัมพันธ์ (Interaction : I) ขั้นสรุป แบ่งปัน นำเสนอได้ (Present : P) และขั้นประยุกต์ใช้เหมาะสม (Application : A) 

 คำสำคัญ : คุณธรรม ; เด็กปฐมวัย ; รูปแบบการจัดประสบการณ์

       

 

1  ครูชำนาญการพิเศษ  โรงเรียนเมืองวาปีปทุม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 

บทนำ

            การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย  โรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนด้านอื่นๆ   ทั้งด้านร่างกายอารมณ์  จิตใจ สังคม และสติปัญญา ทั้งนี้เพื่อให้เด็กเป็น คนดี คนเก่ง และมีความสุขรู้จักแยกแยะว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ  และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  ฉะนั้นโรงเรียนจึงเป็นแหล่งอบรม   สั่งสอนและเสริมสร้างคุณธรรมแก่เด็ก จากงานวิจัยของราลี่  นุคซี่  (ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม. 2551: 477; อ้างอิงจาก Larry Nucci. 1997)  เกี่ยวกับการพัฒนาคุณธรรมนักเรียน โดยบทบาทของโรงเรียน  สรุปหลักการพื้นฐานในการปลูกฝังคุณธรรมให้กับนักเรียนไว้ว่า การสอนคุณธรรมต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้อง    ความซื่อสัตย์ และความสุข  หลักสูตรการพัฒนาคุณธรรมที่มีประสิทธิภาพควรเน้นการบูรณาการมากกว่าการแยกสอนและสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนได้มีโอกาสได้อภิปรายเกี่ยวกับคุณธรรมเป็นการช่วยส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมให้กับนักเรียนโดยเป้าหมายการพัฒนานักเรียนต้องมุ่งเน้นความรู้และคุณธรรมไปพร้อม ๆ กัน 

การจัดการศึกษาในช่วงที่ผ่านมายังไม่สามารถพัฒนาให้คนมีคุณภาพโดยเฉพาะเรื่องการปลูกฝังคุณธรรม โรงเรียนส่วนใหญ่เน้นการสอนเด็กให้เป็นคนเก่ง แต่คนเก่งที่ขาดคุณธรรม จริยธรรมกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว  คิดถึงตนเองมากกว่าส่วนรวม  ฉะนั้น การสอนโดยเน้นให้เด็กเป็นคนเก่งโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม  ก็จะกลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับสังคม (อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา. 2550: 1)  ด้วยเหตุผลดังกล่าวกระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา  โดยยึดคุณธรรมนำความรู้  สร้างความตระหนัก สำนึกในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์  สันติวิธี  วิถีชีวิตประชาธิปไตย  โดยกำหนดคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ เพื่อปลูกฝังให้เด็กไทยมีคุณธรรมด้านความขยัน ความประหยัด  ความซื่อสัตย์  ความมีวินัย  ความสุภาพ  ความสะอาด ความสามัคคี และความมีน้ำใจ (สำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. 2550: 1) จากที่กล่าวมาพบว่า  คุณธรรมที่ควรปลูกฝังให้เด็กไทยมี 8 ประการ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ระบุไว้ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.2548: 36 )  ดังที่บลูม  (รัฐดาว พิศาลพงศ์. 2559 :  18-19; อ้างอิงจาก Bloom. 1964) กล่าวว่า  เด็กปฐมวัยเป็นช่วงที่จะพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้คุณธรรมได้มากที่สุด  การพัฒนาระยะเริ่มแรกของชีวิตมีผลต่อการพัฒนาในระยะอื่นๆที่ตามมา  การปลูกฝังคุณธรรมหรือลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพที่ดีในช่วงปฐมวัยจึงเป็นเรื่องซึ่งสำคัญมาก  เนื่องจากเด็กในวัยนี้ยังไม่มีรูปแบบของพฤติกรรมหรือแนวคิด ค่านิยมที่เป็นของตัวเอง เป็นวัยที่กำลังแสวงหาความรู้  และทิศทางจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเพื่อพัฒนาตนเอง   ดังนั้นการปลูกฝังคุณธรรมที่ถูกต้องเหมาะสมให้เกิดขึ้นกับตัวเด็กตั้งแต่แรกเริ่ม จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์โดยเฉพาะด้านคุณธรรมให้เกิดขึ้นเพื่อให้เด็กเป็นคนดีมีจิตใจงาม ทั้งภายนอก ภายในและทำตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม (ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม. 2551: 16)

การจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัยมีความ สำคัญต่อการสร้างเสริมคุณธรรมในเด็ก เพราะเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่อยู่ในช่วงของการเริ่มต้นการพัฒนาทุกด้าน เด็กเรียนรู้ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวการคิดที่เป็นรูปธรรมจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ความเป็นเหตุเป็นผลต่อไปด้วย โคลเบอร์ก เชื่อว่า มนุษย์สามารถพัฒนาเหตุผลทางด้านจริยธรรมให้สูงขึ้นได้เรื่อย ๆ ถ้าได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างถูกต้อง (พวงเพ็ญ  อินทรประวัติ. 2532: 76)  เพียเจท์  ( สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2550: 8; อ้างอิงจาก Piaget. 1965) อธิบายเกี่ยวกับความคิดทางด้านจริยธรรมว่าเป็นสิ่งที่พัฒนาให้เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ได้ และผู้ใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาจริยธรรมของเด็ก เด็กจะยึดกฎเกณฑ์ที่ได้จากผู้ใหญ่ในการประพฤติปฏิบัติตาม ส่วนแบนดูรา (Bandura. 1989: 2-3) กล่าวว่าพฤติกรรมการเรียนรู้ใหม่ๆ ของเด็กเกิดจากการเรียนรู้โดยการสังเกตและการลอกเลียนด้านการใช้เหตุผลการแสดงพฤติกรรมเชิงจริยธรรม  ยังมีผลต่อการเรียนรู้ การให้เหตุผลเชิงจริยธรรมอีกด้วย   นอกจากนี้ทิศนา  แขมมณี (2545: 235) ยังอ้างคำกล่าวของบลูมที่ว่า  การที่จะพัฒนาลักษณะนิสัยใด ๆ ควรให้ผู้เรียนได้มีโอกาสรับรู้ และ ใส่ใจในเรื่องนั้น ๆ ก่อน ดังนั้น ถ้าต้องการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เด็กปฐมวัยจึงควรจะต้องจัดสถานการณ์ สิ่งเร้า ประสบการณ์ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยให้เด็กเกิดการรับรู้ และสนใจในคุณธรรม จริยธรรมและจากกฎแห่งการฝึกหัดของธอร์นไดค์ เชื่อว่าการฝึกหัด หรือการลงมือกระทำบ่อย ๆ ด้วยความเข้าใจจะทำให้การเรียนรู้คงทนถาวร และเมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้วควรให้ผู้เรียนนำการเรียนรู้ไปใช้บ่อยๆ เพื่อความคงทนของพฤติกรรม (Hergenhahn; & Olson.1993:56) ดังนั้นการปลูกฝังคุณธรรมจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งจะนำไปสู่การแสดงพฤติกรรมคุณธรรม การพัฒนาคุณธรรมที่เหมาะสมอีกวิธีการหนึ่ง คือ การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะทางสังคมในด้านคุณธรรม จริยธรรมและการทำงานร่วมกับผู้อื่นซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต  ส่วนจอห์นสันและจอห์นสัน(Johnson; & Johnson1994: 5) กล่าวว่า  การเรียนแบบร่วมมือเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนจะได้พัฒนาทักษะทางสังคมด้านความมีวินัย ความซื่อสัตย์ ความเมตตากรุณาและการประหยัด ผ่านทางการมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่ม เพราะผู้เรียนได้พูดคุยสนทนาได้มีส่วนร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนความรู้อย่างแท้จริง ตลอดจนได้มีการช่วยเหลือแบ่งปัน และทำงานร่วมกันอย่างมีระเบียบวินัยตามข้อตกลงของกลุ่ม ส่วนบรูเนอร์ กล่าวว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลประมวลข้อมูลข่าวสารจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมซึ่งจะนำไปสู่การค้นพบด้วยตนเอง และสามารถถ่ายทอดประสบการณ์หรือเหตุการณ์     ต่าง ๆ โดยใช้สัญลักษณ์หรือภาษา ซึ่งภาษาเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความคิดทางด้านคุณธรรมโดยเด็กจะสามารถแสดงความคิดทางด้านคุณธรรมโดยการถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด ( สุรางค์  โค้วตระกูล. 2550: 213) ซึ่งการถ่ายทอดคุณธรรมออกมาเป็นคำพูดเป็นการสะท้อนคิด (Reflective Thinking) เป็นการแสดงออกถึงการรับรู้  และความรู้สึกเกี่ยวกับประสบการณ์โดยผ่านกระบวนการพูดหรือเขียนผู้เรียนจะสะท้อนคิดเมื่อได้รับหรือรวบรวมข้อมูลจากการเรียนรู้  และนำมาไตร่ตรองก่อนที่จะสื่อสารกับผู้อื่น (รัชนีกร ทองสุขดี. 2011: ออนไลน์) ดังนั้นการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาคุณธรรม  ผู้เรียนควรมีโอกาสสะท้อนความคิด    เพื่อเชื่อมโยงความรู้ด้านคุณธรรมและเติมเต็มความคิดตลอดจนการปฏิบัติเพื่อทำให้ได้ข้อมูลมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคุณธรรมของตนต่อไป นอกจากนี้ เยาวพา เดชะคุปต์  (2551: 110-111) กล่าวว่า การให้ผู้เรียนคิดแบบประยุกต์ใช้จะช่วยให้การเรียนรู้นั้นมีความหมายยิ่งขึ้น  ดังนั้น ในการเสริมสร้างคุณธรรมให้เด็กปฐมวัยควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้จากสภาพจริง  ได้รับประสบการณ์ตรง   ลงมือปฏิบัติจริง  มีการทำงานเป็นกลุ่ม มีการปฏิสัมพันธ์และลงมือกระทำบ่อยๆ จนเกิดเป็นนิสัย  และสามารถนำสิ่งที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ เพราะการให้เด็กทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มจะช่วยให้เด็กได้พัฒนาคุณธรรมด้านความมีวินัย  ความซื่อสัตย์ ความเมตตากรุณา และการประหยัด  ด้วยเหตุผลที่ว่าคุณธรรมมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ดังนั้น  คุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัยจึงพัฒนาได้ด้วยรูปแบบการจัดประสบการณ์ DIPA

 

 กำเนิดรูปแบบสู่การพัฒนา

จากการศึกษาหลักการ แนวคิด  ทฤษฎีเกี่ยวกับคุณธรรมและทฤษฎีการเรียนรู้   เพื่อนำมาใช้ในการสังเคราะห์รูปแบบการจัดประสบการณ์คุณธรรม  คือ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของแบนดูรา  ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ เพียเจท์และบรูเนอร์  แนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ แนวคิดการพัฒนาด้านพุทธิพิสัยและจิตพิสัยของบลูม กฎแห่งการฝึกหัดของธอร์นไดค์ ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ และแนวคิดการสะท้อนคิด  ผลการศึกษาวิเคราะห์และสังเคราะห์ หลักการ แนวคิด ทฤษฎีดังกล่าว ทำให้สามารถสรุปองค์ประกอบสำคัญของรูปแบบ 4 ประการ ดังนี้

องค์ประกอบที่ 1 การรับข้อมูล การสร้างประสบการณ์เรียนรู้ การจัดให้เด็กได้รับประสบการณ์เรียนรู้จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะก่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ถ้าเด็กมีโอกาสได้รับประสบการณ์เรียนรู้จากการสังเกต การคิด การลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้องค์ประกอบนี้มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของแบนดูรา และทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ เพียเจท์

องค์ประกอบที่ 2 การมีปฏิสัมพันธ์ ร่วมมือ การเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม การทำงานร่วมกัน การแบ่งปัน    การแลกเปลี่ยนความคิด การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมกันคิดและแก้ปัญหา จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะทางสังคม องค์ประกอบนี้มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์และแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ

องค์ประกอบที่ 3  การสรุปและนำเสนอถ่ายทอดประสบการณ์ การที่บุคคลสามารถถ่ายทอดประสบการณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ  ด้วยการมีจินตนาการ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางความรู้ ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากการได้มีประสบการณ์มากขึ้นองค์ประกอบนี้มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบูรเนอร์ และแนวคิดการ  สะท้อนคิด

องค์ประกอบที่ 4  การประยุกต์ใช้ โดยลงมือกระทำ  การจัดให้เด็กปฐมวัยได้รับการฝึกหัดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และก่อให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ องค์ประกอบนี้มีพื้นฐานมาแนวคิดการพัฒนาด้านพุทธิพิสัยและจิตพิสัยของบลูม กฎแห่งการฝึกหัดของธอร์นไดค์ และทฤษฎีที่เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้

จากองค์ประกอบดังกล่าว ผู้เขียนนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบ DIPA เพื่อพัฒนาคุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ  ขั้นรับข้อมูล (Data : D)   ขั้นศูนย์ปฏิสัมพันธ์ (Interaction : I) ขั้นสรุป แบ่งปัน นำเสนอได้ (Present : P) และขั้นประยุกต์ใช้เหมาะสม (Application : A) 

1. ขั้นรับข้อมูล (Data : D)  เป็นขั้นที่เด็กได้รับข้อมูลประสบการณ์เรียนรู้จากตัวแบบที่เป็นบุคคล และสื่อผ่านกิจกรรมต่าง ๆ   เช่น  สถานการณ์จำลอง  บทบาทสมมติ  นิทาน  ละคร  โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ในการสัมผัส หยิบจับ ฟัง พูด สังเกตและคิด จนสามารถค้นพบความรู้ด้วยตนเอง

2. ขั้นศูนย์ปฏิสัมพันธ์ (Interaction : I)  เป็นขั้นที่เด็กนำความรู้จากประสบการณ์ที่ได้รับเข้าในกลุ่มย่อย สนทนา แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

3. ขั้นสรุป แบ่งปัน นำเสนอได้ (Present : P)  เป็นขั้นที่เด็กร่วมสรุปและสะท้อนการเรียนรู้   โดยนำเสนอความคิดเห็นของกลุ่มให้เพื่อนและครูฟัง  โดยใช้วิธีการนำเสนอที่หลากหลาย  เช่น  การพูดหน้าชั้น การวาดภาพ หรือการสาธิต

4. ขั้นประยุกต์ใช้เหมาะสม (Application : A)  เป็นขั้นที่เด็กนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จัดขึ้น

ผลการเรียนรู้ตามแนวคิดของรูปแบบการจัดประสบการณ์แบบ PIDA เพื่อพัฒนาคุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย คือ เด็กปฐมวัยพัฒนาคุณธรรม 8 ด้าน ดังนี้

  1. ความขยัน  หมายถึง  การแสดงออกว่าเป็นคนความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ อดทน ไม่ท้อถอยเมื่อพบอุปสรรค  การใช้ปัญญาแก้ปัญหาจนเกิดผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย ตั้งใจทำอย่างจริงจังต่อเนื่องในเรื่องที่ถูกที่ควร  เป็นคนสู้งาน  มีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทำ ตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจัง

              2. ความประหยัด หมายถึง การแสดงออกโดย การรู้จักเก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สิน สิ่งของให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ผู้ที่มีความประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตเรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้อ เก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า รู้จักทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตนเองอยู่เสมอ

  3. ความซื่อสัตย์ หมายถึง การแสดงออกโดย ประพฤติตรง ไม่เอนเอียง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มีความจริงใจ ปลอดจากความรู้สึกลำเอียงหรืออคติ ตรงต่อเวลา ไม่ใช้เล่ห์กล คดโกง ทั้งทางตรงและทางอ้อม รับรู้หน้าที่ของตนเองและปฏิบัติอย่างเต็มที่ถูกต้อง

  4.  ความมีวินัย หมายถึง การแสดงออกโดยมีความอดทนรู้จักการรอคอย มีสมาธิในการฟังทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ จัดเก็บของเล่นและของใช้เข้าที่ เข้าร่วมกิจกรรมตรงต่อเวลาหยุดเล่นเมื่อได้ยินสัญญาณหมดเวลา

              5.  ความสุภาพ  หมายถึง  การแสดงออกโดย เรียบร้อย อ่อนโยน ละมุนละม่อม มีกิริยามารยาทที่ดีงาม มีสัมมาคารวะ ผู้ที่มีความสุภาพ คือ ผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ ไม่ก้าวร้าว รุนแรง มีความมั่นใจในตนเอง เป็นผู้ที่มีมารยาท วางตนเหมาะสมตามวัฒนธรรมไทย

              6.  ความสะอาด  หมายถึง  การแสดงออกโดย ปราศจากความมัวหมอง ทั้งกาย ใจ และสภาพแวดล้อม ความผ่องใส เป็นที่เจริญตา ทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น ผู้ที่มีความสะอาด คือ ผู้รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามสุขลักษณะ ฝึกฝนจิตใจมิให้ขุ่นมัว มีความแจ่มใสอยู่เสมอ

              7.  ความสามัคคี  หมายถึง  การแสดงออกโดยความพร้อมเพรียงกัน ความกลมเกลียวกัน ความปรองดองกัน ร่วมใจกันปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามที่ต้องการ เกิดงานการอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากการทะเลาะวิวาท ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เป็นการยอมรับความมีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด

              8.  ความมีน้ำใจ  หมายถึง  การแสดงออกโดยความจริงใจที่ไม่เห็นแก่เพียงตัวเองหรือเรื่องของตัวเอง แต่เห็นอกเห็นใจ เห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์ มีความเอื้ออาทร เอาใจใส่ ให้ความสนใจในความต้องการ ความจำเป็น ความทุกข์สุขของผู้อื่นและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน

 

 บทบาทของครู

  การนำรูปแบบการเรียนการสอนแบบ DIPA เพื่อพัฒนาคุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย ครูควรมีบทบาทดังนี้

  1. เตรียมแผนการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดของรูปแบบการเรียนการสอนแบบ DIPA ให้เด็กได้รับประสบการณ์สำคัญด้านคุณธรรมครบทั้ง 8 ด้าน คือ ความขยัน ความประหยัด  ความซื่อสัตย์  ความมีวินัย  ความสุภาพ  ความสะอาด  ความสามัคคี  และความมีน้ำใจ

  2. ศึกษาแผนการจัดประสบการณ์ให้เข้าใจเพื่อสามารถจัดกิจกรรมได้อย่างถูกต้องสามารถพัฒนาคุณธรรมของเด็กปฐมวัยให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

  3. จัดเตรียมสื่อ วัสดุ และอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานและเพียงพอกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความสอดคล้องกับประสบการณ์สำคัญและสาระการเรียนรู้

  4. จัดสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเสริมสร้างให้เด็กทำกิจกรรมได้เต็มศักยภาพ

  5. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวคิดของรูปแบบการเรียนการสอนแบบ DIPA เพื่อพัฒนาคุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย ตามลำดับขั้นดังนี้

   1) ขั้นรับข้อมูล (Data : D)  ครูมีบทบาทในการจัดกิจกรรมให้เด็กได้รับข้อมูลประสบการณ์เรียนรู้จากตัวแบบที่เป็นบุคคล และสื่อผ่านกิจกรรมต่าง ๆ   เช่น  สถานการณ์จำลอง  บทบาทสมมติ  นิทาน  ละคร  โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ในการสัมผัส หยิบจับ ฟัง พูด สังเกตและคิด จนสามารถค้นพบความรู้ด้วยตนเอง

   2) ขั้นศูนย์ปฏิสัมพันธ์ (Interaction : I)  ครูมีบทบาทโดยเปิดโอกาสให้เด็กนำความรู้จากประสบการณ์ที่ได้รับเข้าในกลุ่มย่อย สนทนา แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

   3) ขั้นสรุป แบ่งปัน นำเสนอได้ (Present : P)  ครูมีบทบาทโดยเปิดโอกาสให้เด็กร่วมสรุปและสะท้อนการเรียนรู้   โดยนำเสนอความคิดเห็นของกลุ่มให้เพื่อนและครูฟัง  โดยใช้วิธีการนำเสนอที่หลากหลาย  เช่น  การพูดหน้าชั้น การวาดภาพ หรือการสาธิต

   4) ขั้นประยุกต์ใช้เหมาะสม (Application : A)  ครูมีบทบาทในการจัดเตรียมสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จัดขึ้น

  6. วัดและประเมินผลการเรียนรู้จากการสังเกตพฤติกรรมคุณธรรมทั้ง 8 ด้าน คือ ความขยัน ความประหยัด  ความซื่อสัตย์  ความมีวินัย  ความสุภาพ  ความสะอาด  ความสามัคคี  และความมีน้ำใจ

 

บทบาทของผู้เรียน

  การนำรูปแบบการเรียนการสอนแบบ DIPA เพื่อพัฒนาคุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัยไปใช้ผู้เรียนมีบทบาทในการร่วมปฏิบัติกิจกรรมโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า และการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเพื่อให้เด็กได้พัฒนาคุณธรรมครบทั้ง  8 ด้าน คือ ความมีวินัย ความซื่อสัตย์ ความเมตตากรุณา และการประหยัด ดังนี้

1. ขั้นรับข้อมูล (Data : D)  ผู้เรียนมีบทบาทในการรับข้อมูลประสบการณ์เรียนรู้จากตัวแบบที่เป็นบุคคล และสื่อผ่านกิจกรรมต่าง ๆ   เช่น  สถานการณ์จำลอง  บทบาทสมมุติ  นิทาน  ละคร  โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ในการสัมผัส หยิบจับ ฟัง พูด สังเกตและคิด จนสามารถค้นพบความรู้ด้วยตนเอง

2. ขั้นศูนย์ปฏิสัมพันธ์ (Interaction : I)  ผู้เรียนมีบทบาทในการนำความรู้จากประสบการณ์ที่ได้รับเข้าในกลุ่มย่อย สนทนา แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกัน และกัน

3. ขั้นสรุป แบ่งปัน นำเสนอได้ (Present : P)  ผู้เรียนมีบทบาทในการร่วมสรุปและสะท้อนการเรียนรู้   โดยนำเสนอความคิดเห็นของกลุ่มให้เพื่อนและครูฟัง  โดยใช้วิธีการนำเสนอที่หลากหลาย  เช่น  การพูดหน้าชั้น การวาดภาพ หรือการสาธิต

4. ขั้นประยุกต์ใช้เหมาะสม (Application : A)  ผู้เรียนมีบทบาทในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จัดขึ้น

 

การนำไปใช้

  การนำรูปแบบการจัดประสบการณ์ DIPA เพื่อพัฒนาคุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย ครูควรเริ่มจากการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ในเรื่องของการเลือกหน่วยการเรียนรู้ เรื่อง ระดับ ระยะเวลา จุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการเรียนรู้และการวัดและประเมินผล แผนการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดของรูปแบบการเรียนการสอนแบบ DIPA เพื่อพัฒนาคุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ

              1. หน่วยการเรียนรู้ เป็นการระบุหน่วยการเรียนรู้ ครูต้องศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 เพื่อกำหนดสาระรายปีไว้ แล้วนำมาบูรณาการกำหนดเป็นชื่อหน่วยการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อสะดวกในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และให้เด็กเรียนรู้ในลักษณะเป็นองค์รวมโดยจัดการเรียนการสอนในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์

  2. เรื่อง เป็นการระบุหน่วยการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ ครูต้องศึกษาสาระการเรียนรู้ และประสบการณ์สำคัญที่เด็กควรเรียนรู้ แล้วนำมากำหนดเป็นชื่อเรื่อง

  3. ระดับ เป็นการระบุว่าแผนการจัดประสบการณ์จะนำไปใช้กับเด็กปฐมวัยที่มีอายุเท่าใด

  4. ระยะเวลา เป็นการระบุระยะเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดประสบการณ์

  5. จุดประสงค์ เป็นการระบุผลการเรียนรู้ พฤติกรรม ทักษะที่คาดว่าเด็กจะได้รับภายหลังเรียนจบในแต่ละหน่วย เนื่องจากพัฒนาการทุกด้านของเด็กจะส่งเสริมซึ่งกันและกัน ดังนั้นการเขียนจุดประสงค์จึงต้องให้ความสำคัญกับพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านร่างกายจิตใจอารมณ์ สังคม และสติปัญญา ทั้งนี้ ควรเน้นจุดประสงค์เพื่อพัฒนาคุณธรรมดาตามความมุ่งหมายของรูปแบบการจัดประสบการณ์แบบ DIPA เป็นสำคัญ

  6. เนื้อหา เป็นแก่นของความรู้ และทักษะที่ต้องการปลูกฝังให้แก่เด็ก การเขียนเนื้อหาจะต้องศึกษาและวิเคราะห์ว่าต้องการให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างไร และเมื่อเรียนจบแล้วเด็กได้อะไรจากการเรียนรู้ ซึ่งต้องเขียนในลักษณะประโยคบอกเล่าที่มีความหมายชัดเจนเข้าใจง่าย และเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

7. กิจกรรมการเรียนการสอน เป็นการระบุกิจกรรมการเรียนการสอนตามขั้นการเรียนการสอนตามแนวคิดของรูปแบบการเรียนการสอนแบบ DIPA เพื่อพัฒนาคุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัยซึ่งมี 4 ขั้น คือ ขั้นรับข้อมูล (Data : D)  ขั้นศูนย์ปฏิสัมพันธ์ (Interaction : I)  ขั้นสรุป แบ่งปัน นำเสนอได้ (Present : P)  ขั้นประยุกต์ใช้เหมาะสม (Application : A) 

  8. สื่อการเรียนรู้ เป็นการระบุสื่อ วัสดุ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการเรียนรู้ ซึ่งมีความสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และประสบการณ์สำคัญ

  9. การวัดและประเมินผล เป็นการตรวจสอบว่าเด็กเกิดการเปลี่ยนแปลงตามจุดประสงค์ที่กำหนดหรือไม่ การประเมินผลอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การสังเกต การตรวจผลงาน การทดสอบ

  10. ภาคผนวก เป็นการเขียนสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ที่ต้องใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนรู้  เช่น  คำคล้องจอง  นิทาน เพลง  เป็นต้น

  11. บันทึกหลังการจัดประสบการณ์  เป็นการบันทึกผลการประเมินการเรียนรู้ของเด็กและการประเมินการสอนของครูภายหลังการสอนครูต้องบันทึกสิ่งที่พบในการสอน เช่น พฤติกรรมของเด็ก ปัญหาที่พบความรู้สึกของเด็กและครู นอกจากนี้ ครูอาจเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนครั้งต่อไป

ผู้เขียนเชื่อว่า  รูปแบบการเรียนการสอนแบบ DIPA  เพื่อพัฒนาคุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัยที่พัฒนาขึ้นนี้จะสามารถพัฒนาให้เด็กปฐมวัยมีคุณธรรม 8 ด้าน คือ ความขยัน ความประหยัด ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความสุภาพ ความสะอาด ความสามัคคี ความมีน้ำใจ  เป็นแนวทางให้ผู้บริหารครูและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาปฐมวัยในการนำหลักหรือวิธีการไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา และเป็นวิธีหนึ่งในการส่งเสริมให้เด็กพัฒนาตนเองเต็มศักยภาพ  และวางรากฐานการเรียนรู้เหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย นอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม สามารถคิดและแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัยและที่สำคัญคือ เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม

 

 

| ดาวน์โหลดเอกสาร | เข้าชม : 353 |
ผู้เขียน : อรุณลักษณ์ คำมณี
หน่วยงาน : โรงเรียนเมืองวาปีปทุม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
อังคาร ที่ 13 เดือน กันยายน พ.ศ.2559
5 stars เฉลี่ย : 5 จาก 9 ครั้ง.


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์จัดการความรู้
สิทธิของสมาชิก สามารถบันทึกขุมความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และดาวน์โหลดได้
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 2
417 หมู่1 ถ.สมารักษ์ ต.หนองแสง อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม 44120
โทร 043-798349 โทรสาร 043-798043